fiction

[Fic] รักนะเด็กอ้วน

posted on 24 Oct 2008 12:47 by mee-teukieluv  in fiction

รักนะเด็กอ้วน

KangTeuk couple

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

One two three! แชะ แชะOne two three! แชะ แชะ 

โอเค เลิกกองได้ !!

ขอบคุณครับ ขอบคุณคะ !!

 

หลังจากการทำงานอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เช้าจรดเย็น สองนักร้องรวมทั้งตำแหน่งพิธีกรคนเก่งแห่งวงบอยแบนด์ชื่อดังต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อีกหนึ่งงานที่สำเร็จไปได้ด้วยดี

 

โอ๊ยยยยย เมื่อยชะมัด ถ่ายรูปตั้งแต่เช้า พรุ่งนี้ต้องไปซ้อมอีก เหนื่อยแต่ก็สนุกนะ ชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วสิ

อยากแสดงละครเวทีเต็มแก่แล้ว แล้วนายว่าไง คังอิน

 

ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายดีนะพี่ ผมอดตื่นเต้นไม่ได้เลยอะ อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆจัง อยากให้ทุกคนได้เห็นผม อยู่บนเวที แต่ไม่ใช่ในฐานะนักร้องดูบ้างนะพูดเสร็จก็อมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ อีกหนึ่งบทบาทที่เขาได้รับโอกาสมา และต้องทำให้ดีที่สุด ไม่อยากให้ใครต้องผิดหวังและไม่อยากให้ใครคนนั้นต้องเป็นห่วงด้วย

 

แหมๆๆๆ ทำเคลิ้มคิดถึงๆใครอยู่ แอบนอกใจลีทึกมันรึป่าวเนี้ย เดี๋ยวไปฟ้องซะเลย

 

โธ่ พี่ฮีซอลทำเป็นพูดเล่นไป ผมรักเดียวใจเดียวนะครับ ไม่มีทางนอกใจนางฟ้าของผมแน่นอน ว่าแต่พี่เหอะอย่ามัวแต่ห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวเองจะ นอนกอดคาน ดีกว่านะพี่ คริ คริ

           *O*  !!!!!!!!!!!!! 

อะ อะ ไอ้ๆๆๆๆ โอ๊ยจะด่าแกว่าอะไรดีเนี้ย ไม่น่าพูดดีกะแกเล้ย ไอ้หมีบ้า ไอ้หมีอ้วน

อะไรกันพี่ ช่วงนี้ผมออกจะ ซูบ ไม่ค่อยมีเวลาพักเลยอะ

           *O*  !!!!!!!!!!!!! 

นี่ใครมันหลอกแก บ้านฉันไม่เรียกว่าซูบ เฟ้ย นี่นะๆๆๆเจ้าหญิงของวงพูดไปพลางเอานิ้วเรียวของเจ๊แกจิ้มลงไปที่วันแพค เอ่อ ท้องนิ่มๆ (พุงก็ได้ ฉันพยายามช่วยพี่แล้วน้า) ของผู้มีศักดิ์เป็นน้อง

 บ้านฉันเรียกว่าอ้วนนนนนนน ได้ยินม้ายยยยยย  

พี่อย่ามาอำผมเลย ที่รักผมเขายังบอกให้ผมกินข้าวเยอะๆ เดี๋ยวจะซูบเลยอะ ผมไม่เชื่อพี่หรอก

 

หึ ถ้าไม่เชื่อฉัน ลองไปถามใครก็ได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เริ่มปรากฎ

 

เอางี้พนันกันมั้ยละ ห้าหมื่นวอน ถ้ามีคนบอกว่านาย อ้วน หลุดมาแม้แต่คำเดียว จ่ายมาห้าหมื่นวอน แต่ถ้าภายในพรุ่งนี้ ยังไม่มีใครบอกว่านายอ้วน ฉันจ่ายหกหมื่นวอนเลย โอเคมั้ยละ ??รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏบนริมฝีปากบาง ห้าหมื่นเห็นๆ (การพนันเป็นสิ่งไม่ดีนะจ๊ะ)

 

แต่ต้องมีกติกานะพี่ ว่าจะไม่มีการหว่านล้อมใครทั้งสิ้น พี่เองก็ห้ามพุดคำว่าอ้วน เพราะเราถือว่าเป็นผู้เล่นในเกมส์นี้ ถ้าพี่ตกลง ผมก็จะเล่นด้วย กำลังเก็บเงินจะพาที่รักไปเที่ยวอยู่พอดี อิ อิพกความมั่นใจเกินร้อยยยยย

 

สำหรับฉันยังไงก็ได้อยู่แล้ว ชนะใสๆ จ่ายฉันห้าหมื่นนายได้ซูบสมใจแน่ๆคังอินน้องรักเอ้ยยยยยยยยย

 ศึกแห่งศักดิ์ศรี (เหรอ???)ครั้งนี้ใครจะเป็นฝ่ายชนะกันหนอ ท่านผู้ชม ++++++++++++++++++++++++++++++++++++  เช้าวันใหม่ที่สดใส(รึป่าว ไม่แน่ใจ)สมาชิกคนอื่นๆที่กินข้าวกินตามปกติ แต่มีเพียงสองคนที่แผ่อำมหิตสาดใส่กันอยู่ตลอดเวลาจนเพื่อนๆคนอื่นเริ่มรู้สึกหนาวๆร้อนๆ 

นี่ ลีทึกอาหารเช้านี้ น่ากิ๊น น่ากินเนอะ กินเยอะๆนะ เดี๋ยวจะ ซูบ เปิดฉากขึ้นแล้วสงครามมหากาฬในครั้งนี่โดยแม่ทัพใหญ่คิมฮีซอล

 

จะซูบ ไม่ซูบ ผมก็รักพี่นะ ดีกว่าคนบางคน  ไม่มีแฟนคงเปล่าเปลี่ยวน่าดู  ถึงหาเรื่องว่าชาวบ้านเขาไปทั่วจี๊ดดดดด คะ เจ๊ จี๊ดดดดด มั้ยคระ เมื่อแม่ทัพหมีคังสาดกระสุนตอบโต้

 

นี่ชินดง นายผอมลงรึป่าวหึ แหมดูดีขึ้นนะ ลดลงตั้งสิบกิโลใช่มั้ย ดีมากน้องรัก ดีกว่าคนบางคนนะ  คางไม่มีแล้ว ยังไม่รู้สึกตัวอีกผู้บัญชาการทัพคิมฮี ประกาศชักธงรบสุดกำลัง ทำให้แม่ทัพหมีคังมือกระตุกจับคางตัวเองทันที

 

แต่พี่ว่านายผอมลงแล้ว ตีนกา จะขึ้นรึป่าวนะ บางคนอายุก็ไม่ใช่น้อยๆแต่ก็ยังทำแบ๊วอยู่ได้ตลอดเวลา ไม่ได้นับรอยตีนกาบนหน้าเลย ให้ตายเหอะหมีกำลังยิ้มอย่างผู้มีชัย ในขณะที่เจ้าหญิงของเราหนังตาเริ่มกระตุก

 

ฮยอกแจนายนี่ดีจังนะ ถึงจะกินเยอะ แต่ก็ยังหุ่นดี๊ ดี ไม่เหมือนบางคน กินก็พอๆกันพักผ่อนก็พอๆกัน แต่ทำไมมันถึง บวม เอาๆพี่ไม่เข้าใจจริงๆเล้ยคิมฮีตัดสินใจยิงปืนใหญ่ตอบโต้ทันควัน

 

---นิ่ง---

 

หมีเริ่มนิ่ง

 

แค่นี้ในใจเจ้าหญิงคิมก็กระโดดโลดเต้น โห่ร้องด้วยความยินดี จะสู้กับพี่ยังเร็วไปหมื่นปีไอ้น้อง วะฮ่าๆๆๆๆ

 

เอิ่ม พี่ฮีซอล ผมขอร้อง

จะขอร้องให้ฉันหยุดพูดจี้ใจดำนายใช่มั้ยละ ฮ่าๆๆๆๆๆ

 

พี่หยุดยิ้มซะทีได้มั้ย

ฮึๆ รับความจริงไม่ได้ละสิ ฮ่าๆๆๆๆๆ

 ตีนกาพี่มันทิ้มตาโผ้มมมมมมมมมม      “ *O* ” น้องๆที่เหลือเตรียมอุดหู รับเสียงกรีดร้อง ทุบตีของเจ๊ แต่………. เงียบ แปลก เจ๊เดินหนีไป 

โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด   *O* !!!!!!!!!!

 

เมื่อหมียังไม่กลายเป็นหมีเผา

น้องที่เหลือได้แต่นั่งตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว(เวอร์ไปนิดส์) เจ้าหญิงของวง เดินหายเข้าไปในครัว

เอ่อ คงไม่ไปเอาอาวุธหรอกนะ   - - “

ในขณะที่หัวหน้าวงคนสวยยังคงนั่งนิ่ง แต่ในใจยังอดหวั่นไม่ได้ (ไม่ได้กลัวเจ๊แต่อย่างใด  ^_^ )

สิ่งที่ขอร้องน้องๆไว้ คงไม่เป็นอะไรหรอกนะ เฮ้อ (แล้วลีดเดอร์ของเหล่าลิงขออะไรไว้ละ??)

 

+++++++++++++++++++++++++++++++

  

เมื่อสองวันก่อนในการขึ้นไลฟ์ของรายการหนึ่งโดยที่ รองหัวหน้าพร้อมควบตำแหน่งคนรักของหัวหน้าวง ไม่ได้มาอัดรายการ เนื่องจากติดซ้อมละครเวที

 

ทุกคน มารวมกันตรงนี้ก่อนสิ้นเสียงเรียกของลีดเดอร์คนสวย  สมาชิกทุกคนก็ต้องละกิจกรรมที่ทำอยู่

 

แค่นี้ก่อนนะ คยูกี้ เดี๋ยวคุยกันใหม่นะ อืม คิดถึงเหมือนกัน  >///< ” พูดจบก็ต้องก้มหน้างุด ก็กลายเป็นฟักทองสีชมพูไปซะแล้ว ยังไม่ชินซักที

 

อ่า พี่ทึกเรียกแล้ว เดี๋ยวคืนนี้พี่โทรหานะ อุคกี้ อย่าลืมคิดถึงพี่น้า คิดถึงที่สุดเลย ซาลาเปาสีชมพู อิอิ

 

อะไรของนายนะ ก็บอกว่าพี่ทึกเรียก โอ๊ย นอกใจบ้าบออะไร เจ้าปลาบ้า แค่นี้นะ เอ๊ะ ! ก็บอกแล้วไงว่าพี่ทึกเรียกอะ เลิกหึงงี่เง่าซะที นายเองก็ไปทำงานได้แล้ว อืมๆ เสียงโวยวายของคู่รักคู่กัดประจำวง

 

คิดถึงนะ  >///< ” พูดเบาๆเสียงอ่อยๆ ไม่บอกก็รู้ว่าอีกฝั่งคงหน้าบานเป็นปลากระโห้ไปแล้ว ไก่น้อยวางสายเสร็จก็รีบเดินก้มหน้ามาหาหัวหน้าวงคนสวย คงเกรงชาวประชาจะแซว

 

ชินดง !! วางถุงขนมแล้วมาฟังพี่ก่อน

 

พี่มีเรื่องสำคัญจะบอก เอ่อ เอาเป็นว่าขอร้องละกันนะถึงไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรแต่น้องๆก้พยักหน้ากัน งึกงัก เพราะสีหน้าที่ดูจริงจังของพี่ชายคนโต

 

ก่อนอื่นพี่ขอถามทุกคนก่อน ว่าทุกคนรักคังอินมั้ย ?  (*o* ) ( *o*)  ( *o*)   (*o*)

 เอิ่ม

แต่ละคนได้แต่นิ่งคิด

 

เอ่อ  พี่คังอินนะเหรอ

 

ถึงพี่เค้าจะชอบใช้กำลัง

 

ชอบบังคับ

 

เสียงดัง

 

แย่งขนมชินดง

 

ชอบแกล้งฮยอกแจ

 

แกล้งกดคยูต่อหน้าชองมิน

 

ใช้กำลังกับเยเย่

 

ชอบข่มขู่ให้เสียขวัญ และอีกบลาๆๆๆ  - -“

 แต่ว่ายังไง………ก็รักนะ 

แล้วแต่ละคนก็พยักหน้ากันงึกงักโดยพร้อมเพรียงกัน

สังเกตเห็นใช่มั้ยว่าช่วงนี้คังอินมีอะไรเปลี่ยนไป พี่แค่ไม่อยากให้เค้ากังวล พี่ก็อยากขอร้องทุกคนนะ ว่า

 อย่าทักคังอินว่า อ้วน  = = ‘ 

แม้จะคันปากยิบๆอยากจะทักก็ไม่กล้า น้องๆได้แต่เก็บงำความลับที่คังอินไม่รู้(ตัว) แต่ก็มีเพียงคนเดียวที่กำลังพยายามให้คังอินรู้ตัว  - -“

 

ช้านอยากไปฟิตเนตจังเลย มีใครว่างไปกับฉันมั้ย ช่วงนี้รู้สึกอึดอัดยังไงม่ายรุนั่นไง เริ่มแล้ว

 

นี่คังอิน ซ้อมละครเสร็จแล้วไปกับฉันมั้ย เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นเจ๊ส่งไปหนึ่งดอก

 

คงไม่อะพี่ พี่ไปเหอะ แต่อย่าหักโหมนะ กระดูกกระเดี้ยวยิ่งไม่ค่อยแข็งแรง เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปจะยิ่งแย่ด้วย  

 

รอยยิ้มอย่างผู้มีชัยของเจ้าหญิงมลายหายไปแทบจะทันที หึหึ คอยดูเถอะคังอินน้องรัก นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น

 

ชินดง อ่า เรียกชินดงเสร็จก็ปราดเข้าไปกระซิบข้างหุเฮียชิน

 

บอกคังอินไปซิว่าเค้าอ้วนนะ ชินดงน้องรักชินดงส่ายหน้าทันที

 

ไม่งั้นชั้นจะเอาขนมและของกินทั้งหมดไปทิ้ง หรือไม่ก็จะให้ฮีบอมกินให้หมด หึหึเอ่อ เจ๊ขา สงสารฮีบอมมี่อะ

แม้เจ้าตัวจะเค้นรอยยิ้มอำมหิตออกมาแค่ไหน ชินดงเริ่มหน้าซีดมือไม้สั่น แต่คำสัญญาก็คือคำสัญญา

 

อ่า ผู้จัดการเรียกผมอะ พี่ ผมต้องไปแล้วครับร่างกายไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเลยจริงๆ

 

แต่ไม่ว่าจะงัดแผนไหน โหดเหี้ยมแค่ไหน ก็ยังไม่ทำให้คิมฮีซอลประสบความสำเร็จ

 

ชองมิน ไม่งั้นฉันจะบอกให้ซีวอนมันกดคยู เป็นวอนคยูเลยดีมั้ย หึ หึ

 

ฮยอกแจ ถ้าไวรัสลงเครื่องนายจะเป็นยังไงน้า หนังโป๊สุดที่รักของนายคงหายวับไปกับตาเลยใช่มั้ย หึ หึ

 

เย่เอ้ย เคยอ่านฟิคเฮนอุคมั้ย ถ้ามันเป็นเรื่องจริงจะทำยังไงละ วะฮ่าๆๆๆๆๆๆ

 

แต่………….ทุกคนปิดปากเงียบ

 นี่มันเกิดอะไรขึ้น !!!!!!!!!!!!คนสวย งง…… แล้วก็…… เซ็ง   - - “ ทว่าเหตุการณ์ทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของหัวหน้าวงคนสวยตลอด เมื่อรู้ว่าน้องๆต่างรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอกลีทึกเองก็มีเหตุผลของเขาเอง  เหตุผลของคนที่รักกัน แต่ว่าเห็นสีหน้าแต่ละคนแล้ว  Y^Y ก็อดสงสารไม่ได้จริงๆ   ++++++++++++++++++++++++++++++          

 

[SF]แค่เล็กน้อย

posted on 30 Jun 2008 11:13 by mee-teukieluv  in fiction

Image Hosted by CompGamer Image Host

 

 

 

ค่ำคืนที่ยาวนานเหลือเกิน ในความรู้สึกของคนที่กำลังเหนื่อยล้าและเงียบเหงา

สองขาที่ก้าวไปข้างหน้าค่อนข้างสั่นเพราะความเหนื่อยล้า

 

แล้วทำไมถึงเงียบเหงาล่ะ

 

นั่นสิ ความสุข ความรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับทุกครั้งที่ถึงแม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักแค่ไหน

 แต่ก็ไม่เคยท้อแท้ สิ้นหวัง

เพราะยังมีคนคอยเคียงข้าง คอยให้กำลังใจ คอยเติมเต็มความรู้สึกที่ว่างเปล่าให้กันและกันอยู่เสมอ

 

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันนั้นอีกต่อไปแล้ว....................

 

…………………………………………………………………………………….

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอัดรายการเกมส์โชว์รายการหนึ่ง ยูนิตใหม่ของนักร้องบอยแบนด์ชื่อดังของเกาหลี ก็ต้องรีบไปอัดการแสดงสดอีกรายการหนึ่ง ตารางงานที่แน่นขนัดจนแทบไม่ได้พัก แต่ทุกครั้งที่ขึ้นแสดงก็ยังคงยิ้มแย้มให้บรรดาแฟนคลับที่มารอเชียร์พวกเขาได้เสมอ

 

ตอนดึกก็ต้องแยกย้ายกันไปจัดรายการวิทยุซึ่งเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่พวกเขารัก

ฮยอกแจ วันนี้จัดรายการเสร็จกลับไปก่อนได้เลยนะ เดี๋ยวคังอินจะมารับพี่น่ะลีทึกบอกฮยอกแจพร้อมยิ้มน้อยๆ จะไม่ให้เขายิ้มได้ยังไง ก็ในเมื่อช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนด้วยกันเลย แม้จะขึ้นแสดงด้วยกัน พอเสร็จคังอินก็ต้องรีบไปถ่ายหนังต่อ วันๆแทบจะไม่ได้คุยกันเลย พอคนตัวโตโทรมาบอกก็อดที่จะดีใจไม่ได้

 

โอเคๆ เดี๋ยวฮยอกแจจัดให้ครับพี่ฮยอกแจยิ้มล้อเลียนคนอายุมากกว่าอย่างรู้ทัน ทำไมเขาจะไม่เข้าใจ แม้จะอยู่ใกล้กันแต่มันเหมือนห่างกันอย่างนี้มันทรมาน ส่วนเขาแม้จะไกลแต่คนที่อยู่ฝั่งนู้นก็ขยันโทรมาคุยกันทุกวันอยู่แล้ว

เฮ้อ เมื่อไหร่ ลูกเจี๊ยบจะเจอลูกปลาซะทีน้า

 

หลังจัดรายการเสร็จฮยอกแจก็กลับไปก่อน ลีทึกจึงได้แต่นั่งรอคนตัวโตมารับ พลางหยิบ เครื่องเล่น mp3 มาฟังระหว่างรอ

ขณะที่ฟังเพลงไปก็นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว มีอะไรมาเซอร์ไพรส์รึป่าวนะ  เพราะตอนโทรมาเหมือนจะรีบๆก็เลยไม่ได้ถามอะไรกันมาก แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็รู้ ^-^

 

 

จากหนึ่งเพลง เป็นสองเพลง



จากสองเพลงเป็นสิบเพลง …….สงสัยรถจะติด

 

 

 

จากสิบเพลงเป็นเกือบยี่สิบเพลง……..เกิดอุบัติเหตุอะไรรึป่าวนะ คิดได้ดังนั้นมือเรียวจึงรีบกดโทรศัพท์หาทันที แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ แบตฯหมดรึป่าวนะ

 

อืม รออีกสักนิดแล้วกัน

 

 

ยังไม่มาเลย  จะตีสามแล้วนะ ชักเริ่มเป็นห่วงแล้วสิ ทำยังไงดี  กดโทรศัพท์หาน้องชายที่รักอย่างร้อนรน

 

 

ฮัลโหลครับ  อ้าวพี่ ยังไม่กลับอีกเหรอฟังจากน้ำเสียงฮยอกแจคงนอนไปแล้ว

คือมีปัญหานิดหน่อยน่ะ คังอินกลับบ้านรึยังในใจได้แต่ภาวนาขอให้คนตัวโตกลับถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัยด้วยเถอะนะ

เดี๋ยวนะพี่  อืม ยังนะพี่ รึว่าพี่คังอินยังไม่ไปรับพี่อีกเหรอคิ้วเริ่มขมวด นี่มันผ่านมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ ทำไมปล่อยให้พี่ทึกรอนานขนาดนี้นะ

สงสัยจะติดธุระด่วนมั้ง ไม่เป็นไรๆ แค่เล็กน้อย เดี๋ยวพี่กลับเองได้นะ นั่นสิ แค่นี้มันเล็กน้อย แต่เรื่องใหญ่อยู่ที่คังอินอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า คิดแล้วก็เป็นห่วง

มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยพี่ฮยอกแจถามด้วยความเป็นห่วงพี่ชายคนโตของวง

งั้นพอจะรู้มั้ยว่าจะติดต่อคังอินได้ยังไง พี่โทรไปแล้วแต่ติดต่อไม่ได้เลย พี่เริ่มเป็นห่วงแล้วนะน้ำสียงร้อนรนพอจะทำให้ฮยอกแจรู้ดีว่าลีทึกกำลังกังวลมากแค่ไหน

งั้นเอางี้แล้วกัน พี่รีบกลับบ้านมาก่อนดีกว่าแล้วเราค่อยคิดหาวิธีกันนะ ใจเย็นนะพี่ คงไม่มีอะไรหรอกฮยอกแจพยายามปลอบลีทึก

แต่ถ้าคังอินมารับ แล้วไม่เจอพี่ล่ะยังไงก็ยังคงเป็นห่วงคังอินอยู่ดี

ถ้าไม่เจอพี่เขาก็กลับบ้านแหละ แต่พี่อะรอมาหลายชั่วโมงแล้วนะกลับมาพักผ่อนเถอะ เผื่อว่าทางนี้จะได้ข่าวด้วยนะพี่ จนแล้วจนรอดกว่าลีทึกจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบๆตีสี่ ก็ยังไม่มีวี่แววของคังอิน

 

 

 

จะให้ข่มตาหลับยังไงไหว เป็นห่วงคนตัวโตจับใจ จนได้ยินเสียงคนโหวกเหวกโวยวายจึงออกไปดู เห็นผู้จัดการกองถ่ายแบกคนตัวโตที่เขาเป็นห่วงอย่างมากมาย เดินทุลักทุเลเข้าบ้านมา

 

ขอโทษทีนะครับที่พากลับมาส่งดึกไปหน่อย คือพอดีทางกองเรามีเลี้ยงพอดีนะครับก็เลยดื่มกันมานิดหน่อยลีทึกรีบเข้าไปช่วยประคองคังอินนอนตรงโซฟา รีบหาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้

อย่างนี้มันน่าปล่อยให้นอนตากยุงหน้าบ้านมากกว่านะพี่ ปล่อยให้พี่รอตั้งนานฮยอกแจอดที่จะประชดไม่ได้ พูดจบก็ได้แต่ถอนหายใจ ก็คนที่ต้องการให้ได้ยินมีสติพอที่จะได้ยินที่ไหนล่ะ

ช่างเถอะนะ เรื่องเล็กน้อยเอง โทรศัพท์คงแบตฯหมดน่ะก็เลยไม่ได้โทรบอก ไปนอนเหอะเดี๋ยวพี่ดูเองจะให้โกรธยังไงก็ไม่เคยโกรธคนตัวโตได้ซักที เช็ดตัวให้เสร็จก็เอาผ้ามาห่มให้แล้วตัวเองก็ต้องนอนพักบ้างพรุ่งนี้ยังมีงานรออยู่

 

หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย บวกกับฮยอกแจคอยกันท่าตลอดเวลาเพราะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่คังอินบอกว่าลืมที่นัดกับลีทึกไว้  จะบอกคังอินว่าลีทึกรอนานมาก ลีทึกก็ได้แต่ส่ายหน้า ช่างมันเหอะ  เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ

 

 

 

 

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำงานกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ เนื่องจากที่กองถ่ายฯวันนี้ยกเลิกกองคังอินจึงได้พักช่วงเช้า จึงออกจากบ้านช้ากว่าคนอื่นเพื่อตามไปสมทบที่สตูดิโอเพื่อไปขึ้นแสดงสดได้

แต่ก็ยังไม่วายรีบร้อนออกจากบ้านจนไม่ได้กินข้าวที่ลีทึกทำไว้ให้ ที่ตั้งทิ้งไว้ในห้องครัว

เมื่อกลับถึงห้องกันตอนดึกๆก็ต้องรีบเก็บและล้างชามกับข้าวที่ลีทึกทำไว้ เพราะมันบูด ส่งกลิ่นเหม็นออกมาแล้ว ลีทึกทำได้แต่ขอโทษขอโพยน้องๆที่ต้องทนดมกลิ่นเหม็นๆกัน

 

ขณะที่กวาดกับข้าวที่เขาตื่นแต่เช้าขึ้นมาทำ พร้อมรอยยิ้มมีความสุขที่ได้ทำอาหารให้คนที่รักได้กิน

 

เจ็บเมื่อเหลือบไปเห็นโน้ตที่ตัวเองเขียนติดไว้บนตู้เย็น

อย่าลืมกินข้าวด้วยนะ

  เดี๋ยวผอม เป็นห่วง

ทุกถ้อยคำที่เขียนพร้อมรอยยิ้มบางๆ

เจ็บปวด แต่

ไม่เป็นไรหรอกนะ  คงจะรีบจริงๆจนไม่เห็นโน้ตก็ได้  แค่เรื่องเล็กน้อยเอง แล้วก็ได้แต่ยิ้มเศร้าๆให้ตัวเอง

 

ฮยอกแจได้แต่สายหน้า รอยยิ้มตอนทำกับตอนทิ้งช่างแตกต่างกันจริงๆ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจหนักๆ  เนื่องจากตัวต้นเหตุไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยเพราะกลับบ้านดึกกว่าคนอื่นด้วย เฮ้อ

 

 

 

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนปกติทำงานๆแล้วก็นอนพัก แต่สิ่งที่ไม่ปกตินั้นคือตัวของลีทึกเอง สิ่งเล็กๆน้อยๆต่างๆที่ไม่เคยใส่ใจ เริ่มมีมากขึ้นทับถมให้จิตใจของลีทึกเป็นกังวล และคนที่สังเกตเห็นก็คงหนีไม่พ้นฮยอกแจนั่นเอง

 

ทำไมพี่ไม่ลองคุยกับพี่คังอินดูบ้างล่ะเมื่อทนไม่ไหว เริ่มเป็นห่วงพี่ชายคนโต เขาก็ต้องพูดออกมา

พี่ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่เรื่องเล็กน้อยเอง ทำงานก็หนักกันอยู่แล้วอย่าให้มีเรื่องอะไรรบกวนใจเลยนะลีทึกตอบเบาๆ เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ

พี่ก็เป็นซะอย่างนี้  ฮยอกแจเองก็รู้ดีว่าคนแก่คนนี้หัวดื้อแค่ไหน เฮ้อ แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจกันล่ะ

 

………………………………………………………………………………….

 

 

วันนี้เหล่าหนุ่มๆต้องขึ้นแสดงสดในรายการเพลงชื่อดัง แต่ลีทึกมีอาการไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังกัดฟันขึ้นแสดงจนจบ

หลังอัดรายการเสร็จ ฮยอกแจก็รีบมาดูอาการลีทึกทันที

พี่เป็นอะไร รึเปล่า ดูสีหน้าพี่ไม่ดีเลย ผมว่าพี่กลับไปนอนพักเหอะนะ เดี๋ยววันนี้ผมไปจัดรายการคนเดียวก็ได้นะ

พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอกนะ กินยาเดี๋ยวก็หายแล้วนะ ลีทึกรีบตอบ

เชื่อผมเหอะพี่ ให้พี่คังอินไปส่งแล้วกันนะ เดี๋ยวผมบอกให้พูดจบ ฮยอกแจรีบเดินไปหาคังอินโดยไม่ทันได้ยินเสียงห้ามของลีทึก

 

พี่คังอินครับ พี่คังอินเมื่อไปถึงเป้าหมายฮยอกแจก็เรียกทันที

เดี๋ยวนะ มีอะไรฮยอกแจ พี่กำลังยุ่งอยู่ คังอินหันมาพร้อมโทรศัพท์ในมือ

เอ่อ พี่ลีทึก เขา ..” ยังไม่ทันที่ฮยอกแจจะพูดจบ ลีทึกก็รีบมาดึงฮยอกแจเอาไว้

พี่ไม่เป็นไรจริงๆนะฮยอกแจ  คังอินงานยุ่งด้วย อย่าไปรบกวนเขาเลยฮยอกแจทำหน้ามุ่ยทันที ไม่ยอม ยังไงวันนี้ก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่องให้ได้ พี่ลีทึกกำลังไม่สบายอยู่นะ  หลายครั้งจนเกินไปแล้ว

พี่คังอิน พี่ลีทึกไม่สบายนะฮยอกแจตะโกนออกไป ทำให้คังอินหันควับมาทันที

เอ่อ สักครู่นะครับๆเดี๋ยวผมจะรีบไปครับหลังจากวางหู คังอินก็หันมาถามลีทึกทันที

พี่เป็นอะไร ไม่สบายตรงไหนลีทึกได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อนๆ เห็นฮยอกแจยิ้มล้อเลียนอยู่

พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกนะ กินยาเดี๋ยวก็หายแล้วลีทึกรีบตอบเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของคังอิน แค่คังอินเป็นห่วงเขาก็ดีใจแล้ว

ไม่จริงอะพี่ ผมว่าพี่คังอินไปส่งพี่ลีทึกกลับบ้านดีกว่านะ นะฮยอกแจพูดรบเร้า คังอินที่กำลังทำสีหน้าลังเล

พี่ไม่เป็นไรจริงๆ ฮยอกแจ  เรื่องเล็กน้อยเอง ถือว่าพี่ขอร้องนะ ลีทึกกระซิบฮยอกแจเมื่อเห็นสีหน้าที่เริ่มกังวลของคังอินเพราะรู้ว่าคังอินมีงานจริงๆ ไม่อยากให้คังอินต้องลำบากใจ

 

ได้ยินดังนั้นฮยอกแจก็ทำอะไรไม่ได้อีก ได้แต่มองหน้าลีทึกด้วยความไม่เข้าใจ

 

ผมต้องรีบไปแล้วนะ ผมสัญญา เดี๋ยวผมโทรหาพี่แล้วกัน อย่าลืมกินยานะครับคังอินพูดจบก็รีบเดินจากไป ทิ้งให้ฮยอกแจกับลีทึกมองตามแผ่นหลังกว้างไป

 

นั่นก็เล็กน้อย นี่ก็เล็กน้อย ฮึก ละ แล้วเรื่องไหนที่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่ล่ะ อึก ผมไม่เข้าใจเลย ฮึก ฮือ

จู่ๆฮยอกแจก็โพล่งออกมา  แต่ลีทึกได้แต่ยิ้มอย่างเอ็นดู

ขอบใจมากนะที่เป็นห่วงพี่  อ้าวๆ ทำไมน้องชายพี่ขี้แยอย่างนี้ล่ะเนี้ย สงสัยต้องโทรทางไกลให้ใครมาปลอบแล้วมั้งลีทึกได้แต่พูดหยอกให้ฮยอกแจสบายใจ เขาเข้าใจในสิ่งที่ฮยอกแจพูดดี แต่จะทำยังไงได้คังอินงานยุ่งจริงๆ แล้วอีกอย่างคังอินสัญญาแล้วว่าจะโทรมา แค่นี้ก็พอแล้ว

 

ระหว่างจัดรายการอาการของลีทึกแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มไอ หน้าเริ่มซีด ทั้งๆที่กินยาไปแล้ว ฮยอกแจได้แต่คอยถามอย่างเป็นห่วง แต่ลีทึก ได้ยิ้มตอบว่าไม่เป็นไร สายตาคอยเอาแต่เหลือบมองโทรศัพท์มือถือแทบจะตลอดเวลา

จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้ยินเสียงของคนที่อยากได้ยิน สภาพร่างกายเริ่มไม่ไหว สภาพหัวใจก็เช่นเดียวกัน

 

ทำไมฮยอกแจจะไม่รู้ว่าลีทึกรู้สึกยังไง สายตาที่เหลือบมองโทรศัพท์ตลอดเวลา เขาสงสารพี่ชายคนโตจับใจ ใจอยากจะโทรหาคนต้นเหตุให้รู้เรื่อง แต่ก็ติดที่ลีทึกห้ามไว้ เพราะคังอินกำลังทำงาน

 

เมื่อกลับถึงห้องลีทึกก็ขอนอนพักทันที นอนทั้งๆที่มือยังถือโทรศัพท์อยู่

 

รอ

 

 

 นายสัญญาแล้วนะคังอิน พี่จะรอ

 

 

 

หลับไปทั้งๆที่มือกำโทรศัพท์ไว้แน่น

 

 

หลับไปทั้งน้ำตา

 

……………………………………………………………………………

 

 

วันนี้เป็นวันสำคัญ

สำคัญสำหรับลีทึก แต่ก็เหมือนวันธรรมดาที่เขายังต้องออกไปทำงานตามปกติ อาจจะแตกต่างตรงที่คำทักทายที่ทุกคนทักทายเขาไม่เหมือนทุกวัน

 

สุขสันต์วันเกิดนะครับพี่ฮยอกแจ คนแรกที่อวยพรเขา

แล้วก็ตามมาด้วยลิงทั้งฝูง ที่แทบจะรุมทึ้งเขาให้แกะของขวัญที่แต่ละคนให้มา

 

เกือบครบ ขาดแค่คนเดียว คนที่เขาก็ยังไม่เห็นหน้าเลยตั้งแต่เช้า

 

พี่คังอินออกไปถ่ายหนังแต่เช้าครับพี่ ตอนดึกๆคงมีเซอร์ไพรส์นะผมว่าฮยอกแจพูดยิ้มๆ ลีทึกได้แต่ยิ้มตามโดยไม่ได้พูดอะไร เพราะวันเกิดเขาทุกปีก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษอยู่แล้ว แค่คำอวยพรที่ให้เขาก็มีความสุขแล้ว

 

วันนี้ทั้งวันลีทึกรู้สึกมีความสุข แทบจะยิ้มตลอดทั้งวัน จนถูกน้องๆในวงแซวบ่อยๆ

รอนะ อีกหนึ่งคนที่เขาอยากเจอ อยากได้ยิน แค่คิดก็ยิ้มอย่างมีความสุขแล้ว

 

จนจัดรายการใกล้เสร็จก็ยังไม่มีวี่แววของคนที่รอ จนลีทึกเริ่มใจเสีย

ฮยอกแจเองสังเกตเห็น  ได้แต่พูดให้กำลังใจ

เดี๋ยวก็มานะพี่ ขี้คร้านจะจับตัวเองผูกโบมาด้วยนะผมว่า อิ อิลีทึกได้แต่ยิ้มขอบคุณฮยอกแจ นั่นสินะ ทุกปีคังอินไม่เคยลืม แม้ไม่มีอะไรพิเศษแต่เขาก็มีความสุขแล้ว

 

กลับถึงบ้าน คังอินก็ยังไม่กลับ ลีทึกได้แต่นั่งรอ จะโทรไปดีมั้ยนะ จะเที่ยงคืนแล้วนะ

หรือว่าจะลืมจริงๆ  แค่เพียงโทรมาก็ยังดีนะ แค่อยากได้ยินเสียงเท่านั้นเอง 

 

มือกำโทรศัพท์ไว้แน่น

 

รอ

 

รอ

 

 

แล้วก็รอ

 

 

 

นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน

สุขสันต์วันเกิดนะ ปาร์คจองซู  นายกำลังทำอะไรอยู่ นายกำลังรอใครอยู่

 

 

 

ฮยอกแจเห็นท่าทางไม่สู้ดีของลีทึก จึงเดินเข้าไปหา

ขอพี่ออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกหน่อยนะ 

“เอ่อ งั้นให้ผมไปด้วยนะครับพี่ฮยอกแจเห็นสีหน้าลีทึกแล้ว สงสารจับใจ พี่คังอินไปอยู่ที่ไหนนะ

ไม่เป็นไร ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้มีงานแต่เช้านะ ลีทึกได้แต่ยิ้มบางๆ

 ขอให้พี่ได้อยู่คนเดียวนะ ฮยอกแจ พี่อยากอยู่คนเดียว น้องรักของพี่

 

 

 

สองขาทอดยาวช้าๆไปบนถนนเล็กๆ

 

เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย 

 

สองขาหยุดลงตรงสวนสาธารณะที่เขาเคยพาคังอินมาวิ่งทุกเช้า เพื่อลดน้ำหนัก

 

สถานที่ทั้งสองมาเดินเล่นกันบ่อยๆเวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจ

 

 

และ

 

สถานที่ ที่นายให้คำสัญญา

 

ขอให้ผมเป็นคนที่คอยปกป้องพี่ คอยดูแลพี่ และคอยอยู่เคียงข้างพี่ได้มั้ยครับ

ผมจะไม่ทำให้พี่เสียใจ ผมสัญญา

 

 

สองขาก้าวช้าๆทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ยาวที่เขาสองคนเคยนั่งประจำ

 

 

 

สัญญานะครับ รอผมนะ เดี๋ยวผมไปรับ

ผมจะตื่นขึ้นมาเพื่อกินอาหารฝีมือพี่ทุกเช้าเลย ผมสัญญา

ผมจะโทรหานะ สัญญานะครับ

 

ขอให้ผมเป็นคนที่คอยปกป้องพี่ คอยดูแลพี่ และคอยอยู่เคียงข้างพี่ได้มั้ยครับ

ผมจะไม่ทำให้พี่เสียใจ ผมสัญญา

 

ภาพความทรงจำที่หวนเข้ามาในความคิด ทำให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหวาน

ความสุข ความอบอุ่นในคืนวาน ยังคงอบอุ่นอยู่ในหัวใจ

แต่ทำไมกันนะ ทั้งๆที่ยิ้มแต่น้ำตาถึงไหลออกมา

 

 

คำสัญญาสำหรับนาย คือเรื่องเล็กน้อยรึเปล่า

คำสัญญาสำหรับนาย คือสิ่งสำคัญแค่ไหนกัน

 

 

ไม่ต้องมาดูแล หรือปกป้องก็ได้

ขอแค่อยู่ข้างๆกัน แค่นี้ก็พอแล้ว  พี่ขอแค่นี้ก็พอแล้ว

 

ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน คังอิน

 

…………………………………………………………………………..

 

ฮยอกแจได้แต่กระสับกระส่ายเดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน จะทำยังไงดี

สุดท้ายจึงตัดสินใจโทรหาคังอิน

พี่คังอินครับ พี่อยู่ที่ไหน ทันทีที่รับสาย ฮยอกแจก็ถามทันที

น้ำเสียงร้อนรน ของฮยอกแจทำให้คังอินรู้สึกแปลกใจ

พี่กำลังรีบกลับ มีอะไรรึเปล่า พี่ทึกหลับรึยัง คังอินตอบพลางเหลือบมองกล่องของขวัญที่วางอยู่ข้างๆคนขับ

กว่าจะทำงานเสร็จ เพราะวันนี้มีอุบัติเหตุในกองถ่ายนิดหน่อยทำให้เลิกช้า ได้แต่หวังว่าลีทึกคงไม่โกรธเพราะเขาทำงานอยู่นะ

มันเลยวันเกิดพี่ทึกไปแล้วนะครับ พี่มัวทำอะไรอยู่ ฮยอกแจเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เมื่อนึกถึงใบหน้าเปื้อนยิ้มที่เศร้าสร้อยของลีทึก

นี่มันอะไรกัน หะ ฮยอกแจ เป็นอะไร ก็พี่ติดงานอยู่ พี่ลีทึกก็ต้องเข้าใจพี่สิ คังอินเริ่มโมโหบ้าง นี่เขาไปทำงานนะ ควรจะมีเหตุผลบ้างสิ

งานๆๆๆๆ ผมเข้าใจว่างานนะสำคัญ ส่วนเรื่องอื่นสำหรับพี่อาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ใช่มั้ยครับ  รู้มั้ยครับพี่ ว่าพี่กำลังทำให้พี่ทึกเสียใจ  คังอินได้แต่นิ่งฟัง ฮยอกแจพรั่งพรูคำพูดที่เขาอยากจะพูดมานานพร้อมน้ำตา

 

ผมสงสารพี่ทึกนะ แต่ ฮึก ผมอยากบอกพี่ อึก ฮือ แต่พี่ทึกก็ห้ามตลอด บอกว่าพี่ทำงานคำสัญญาที่พี่ให้ กลายเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่พี่มองข้ามไป แต่ ฮึก พี่รู้รึเปล่า ว่าพี่ทึกเขารอ แม้จะผิดหวัง เสียใจแต่ก็ไม่เคยปริปากบอกใครเลย  

หากพี่ยังเห็นว่าพี่ทึกยังสำคัญ และไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยสำหรับชีวิตพี่ ก็ควรบอกพี่ทึกซะ  

 

ทุกคำพูดของฮยอกแจเหมือนเข็มนับพันที่ทิ่มแทงที่หัวใจของคังอิน

 

ใช่ เขาไม่เคยคิดเลย เขาทำอย่างที่ฮยอกแจว่าจริงๆ เขาทำอย่างนั้นจริงๆทำไมกันทั้งๆที่เคยให้สัญญากันไว้ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะปกป้อง ดูแล และไม่ทำให้เสียใจ แต่สุดท้าย  

เขา เองที่เป็นคนทำให้ลีทึกต้องเสียใจ

 

เขากลายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

พี่ขอโทษ

คนที่พี่ต้องขอโทษ ไม่ใช่ผม

 

……………………………………………………………………………………………………

 

 

ผมขอโทษ น้ำเสียงที่คุ้นเคย สัมผัสเบาๆที่แตะตรงไหล่บาง ทำให้ใบหน้าเปื้อนน้ำตาเงยหน้าขึ้นมา

สัมผัสอบอุ่นนั้นเปลี่ยนมากอบกุมมือเรียวทั้งสองข้างเอาไว้

ผมขอโทษ ผมขอโทษ ผมผิดสัญญา ผมทำให้พี่เสียใจ คำขอโทษพร้อมน้ำตาของคนตัวโตตรงหน้า แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว สำหรับคนที่รอ

 

ผมไม่เคยนึกเลยว่า เพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมมองข้ามไป  จะทำให้คนที่ผมรักเสียใจ ขนาดนี้

แต่จากนี้ไป ผมสัญ….” ลีทึกรีบเอามือปิดปากคังอินทันที

 

ไม่ต้องสัญญา แค่เพียงมีนายอยู่ข้างๆพี่ ก็เพียงพอแล้ว ลีทึกพูดพร้อมกุมมือคนตัวโตเอาไว้

 

ผมอยากให้พี่รู้ว่าพี่ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยสำหรับชีวิตผม แต่พี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตผม

ขอบคุณนะครับ ที่ยอมให้ผมได้อยู่เคียงข้างพี่

 

ไม่มีคำพูดอื่นใดอีกระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงสะอื้นไห้และอ้อมกอดแสนอบอุ่นให้แก่กันและกัน

 

วันนี้คุณมองข้ามอะไร เล็กๆน้อยๆ รอบตัวคุณไป

อาจทำให้คนที่คุณรักเสียใจทั้งๆที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้นะครับ

 

 

 

 

The End........

 

 

 

 

talkๆๆๆๆๆๆ ปิดเรื่อง

 

แหะ แหะ

 

ตอนแรกกะว่าจะจบเศร้า แต่วันเกิดทึกอะ ก็อยากให้มีความสุข

อย่าว่าหมีไม่ดีเลยนะคะ

 

เพราะบางที คนที่อยู่ใกล้กันจนเกินไป อาจจะมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆของกันและกันไปก็ได้นะ

อันนี้ประสบการณ์ตรง เหอ เหอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[fic]ใครบางคนจากบนฟ้า 4

posted on 22 Jan 2008 14:05 by mee-teukieluv  in fiction
           ผมกำลังเดินฝ่าฝูงชนแออัดเพื่อเลี้ยวเข้าสู่อาคารใหญ่โตซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านธุรกิจอัญมณีทั้งในและนอกประเทศ กว่าจะเดินทางมาถึงเล่นเอาผมเหนื่อยเพราะอาคารหลังใหญ่ตั้งตระหง่านบนถนนที่เป็นย่านธุรกิจ ทำให้คราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกธุรกิจแห่งนี้       ทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้นะเหรอ อันที่จริงแล้วผมก็ไม่ค่อยอยากจะมาเผชิญกับฝูงชนที่แออัดอย่างนี้เลย แต่ทำยังไงได้ก็บริษัทเล็กๆอย่างผมก็ต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่โตอย่างนี้แหละครับ เป็นงานที่ต้องการให้ผมออกแบบโฆษณาโปรเจคใหญ่ที่เค้าต้องการจะเปิดตัวในปลายปีนี้วันนี้ผมถึงต้องมาคุยรายละเอียดทุกอย่างเพื่อเริ่มดำเนินการให้ทันตามกำหนด

เมื่อเดินเข้ามาสัมผัสถึงความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศชั้นดี ก็ค่อยทำให้ผมรู้สึกหายใจคล่องขึ้นหน่อย ตอนนี้ในหัวผมต้องคิดแต่เรื่องงาน งานแล้วก็งาน ไม่มีเวลาว่างสำหรับผม ผมไม่อยากปล่อยเวลาให้คิดถึงเรื่องเก่าๆอีก มันเจ็บปวด จากกันโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการตายจากกันซะอีก

 

ใบหน้าหวานซึ้ง ดวงตาคู่สวยที่แฝงแววตาเศร้าอยู่เสมอ แว๊บขึ้นมาในความคิดของผม อา…..ไม่ๆผ่านมาเกือบปีแล้วทำไมทุกครั้งที่เผลอตัวผมจะต้องคิดถึงเรื่องนี้ทุกทีนะ เมื่อไหร่กันนะที่ผมจะลืมได้ซะที

 

           ผมพยายามสลัดความคิดเรื่องเก่าๆออกไป ใช่ งานๆ ต้องทำงาน นัดเก้าโมงเช้า ใกล้ถึงเวลาแล้วผมเดินไปหยุดตรงหน้าลิฟท์เพื่อรอลิฟท์ ชั้นไหนนะ อืมชั้น 19 เออ ลิฟท์ไม่มาซะทีระหว่างรอผมก็กวาดสายตาดูการตกแต่งของตัวอาคารแก้เบื่อ เน้นโทนสีเทาและดำเป็นหลัก ทำไมมันดูอึมครึมเหมือนจิตใจผมตอนนี้เลยนะ แต่ก็สวยดีครับดูเรียบหรู สมกับที่เป็นบริษัทชั้นนำการแบ่งโซนต่างๆดูลงตัวไม่ดูโล่งจนเกินไป มีการตกแต่งหลายๆมุมแบบมีสไตล์ ไม่น่าเบื่อ เหมาะกับการเป็นที่พักสายตาของผมเป็นอย่างดี แล้วส่วนของบริเวณลิฟท์ที่ผมยืนอยู่ก็มีลิฟท์อยู่สองฝั่งครับ ฝั่งละสองตัวดูเหมาะสมกับขนาดอาคารที่ใหญ่โต

หลังจากที่ผมมองโน่นมองนี่แก้เซ็งก็แหงนหน้ามองลิฟท์ฝั่งที่ผมยืนหันหน้าเข้าหาเป็นพักๆ จนผมเริ่มรู้สึกเมื่อยลำคอ

 

          ติ้งลิฟท์อีกฝั่งข้างหลังผมดังขึ้น ผมก็รีบหันกลับเพื่อจะเดินไปเข้าลิฟท์ ผมสังเกตเห็นมีคนเดินเข้าลิฟท์ไปก่อนผมคนหนึ่ง ผมจึงรีบเดินแทบจะเป็นพุ่งเข้าไปแต่………… 

 

ใบหน้าหวานซึ้ง เส้นผมสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้ฉายแววตระหนกที่จ้องมองมาทางผม

 ผมรู้สึกชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า หัวใจผมแทบหยุดเต้น สมองผมเหมือนไม่สั่งการ ลมหายใจผมเหมือนจะหยุดเอาดื้อๆ

คนที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดหลายเดือนที่เขาหายไป แต่ก็ไม่เคยเจอแม้แต่เงา ผมเจ็บปวดจนเกินทนไหว เลิกตามหาและตัดใจ แต่ทำไมทั้งที่คิดว่าตัดใจได้แล้ว หัวใจผมมันถึงได้รู้สึกปั่นป่วนอย่างนี้

 

 ขณะที่ผมกำลังยืนตะลึงอยู่ประตูลิฟท์ก็ปิดลง พร้อมกับที่สติของผมกลับคืนมา

อะ ไม่ เดี๋ยว!!!!!”  ไม่ทันแล้ว ผมหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะทำยังไงดี ตัดสินใจวิ่งขึ้นบันไดที่อยู่ข้างๆลิฟท์ ผมวิ่ง วิ่งแล้วก็วิ่งโดยไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมอยู่ชั้นไหน ผมรู้สึกแค่อยากจะวิ่งเพื่อตามเขาไป

 

ผมวิ่งขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจนรู้สึกว่าขาของผมมันไม่ยอมฟังเสียงผมแล้ว ผมทรุดลงนั่ง อย่างหมดแรง นั่งพิงผนังแหงนหน้าขึ้นเพื่อสูดอากาศเข้าปอดพลางหลับตาลงเพื่อพัก

 ผมนั่งอยู่อย่างนั้นจนรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่ไหลลงมาอาบแก้มผม ความรู้สึกหลายๆอย่างที่ผมพยายามลืมมาตลอดกำลังถาโถมเข้ามา 

 

คิดถึง...................คิดถึงนายเหลือเกิน ลีทึก

 

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

                ผมไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน หลังจากที่ร้องไห้จนเหนื่อย จนรู้สึกดีขึ้น ผมก็เริ่มใช้ความคิด ทำไมลีทึกถึงมาอยู่ที่นี่ หรือว่าทำงานที่นี่ เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็รีบลุกขึ้นเดินไปยังหน้าลิฟท์

               ชั้น 18 ” ตัวเลขที่ติดอยู่ตรงหน้าลิฟท์ทำให้ผมรู้สึกตกใจเล็กน้อย ผมวิ่งมาตั้ง 18 ชั้น มิน่า ถึงรู้สึกว่าขาผมมันล้ามากๆเลยตอนนี้ ผมกดลิฟท์กลับลงไปชั้นแรก ตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้วยความหวัง

              เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้ทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ยังคงก้มหน้าทำงานเพราะไม่สังเกตเห็นผม

             อุ๊ย ขอโทษนะคะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยมั้ยคะคำถามที่มาพร้อมรอยยิ้มสวย เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมามองผม

             ครับ คือ ผมอยากจะทราบว่า ที่นี่มีพนักงานชื่อเอ่อ ผมจำนามสกุลเขาไม่ได้นะครับ เขาชื่อลีทึกครับ  ผมรู้สึกสะท้อนใจจริงๆครับ ใช่ ผมรู้แค่นั้นจริงๆเรื่องเกี่ยวลีทึกผมรู้แค่นี้จริงๆ

            มันออกจะลำบากนะคะคุณที่รู้แค่ชื่อเธอตอบผมแต่ยังคงรอยยิ้มสวยนั้นอยู่

           “ นะครับ ผมแค่อยากรู้ว่ามีคนชื่อลีทึกทำงานอยู่ที่นี่รึเปล่า กรุณาเถอะนะครับผมพยายามอ้อนวอนเธออีกครั้งเพราะนี่คือความหวังเดียวของผม

           ถ้างั้นกรุณารอสักครู่นะคะหลังจากนั้นผมสังเกตเห็นเธอคีย์ข้อมูลลงไปในคอมพิวเตอร์ แล้วก็แอบทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยนั้นเงยหน้ามายิ้มให้ผมอีกครั้ง

           ไม่มีคนชื่อลีทึกทำงานที่นี่คะ เอ่อคุณจำชื่อผิดรึเปล่าคะคุณ

ไม่ ไม่มีทางที่ผมจะจำชื่อเขาผิด เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้ และเป็นสิ่งเดียวที่ผมตามหามาตลอดผมจะจำผิดได้ยังไงกัน คุณช่วยเช็คอีกครั้งได้มั้ยครับ เมื่อกี้คุณอาจพิมพ์ผิดก็ได้นะครับ ผมเริ่มรู้สึกกลัวความหวังของผมริบหรี่ลง เมื่อเธอยังคงให้คำตอบเดิมกับผม

 

ผมเหมือนคนหมดแรง ทำไมกันทั้งๆที่เมื่อกี้แค่เอื้อมมือไปก็ถึงแล้วแท้ๆ นายก็หนีฉันไปอีกแล้ว ทำไมกัน

            ผมเดินไปทรุดนั่งที่โซฟารับแขกอย่างหมดแรง ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรต่อไปแล้ว จนเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงผมดังขึ้นปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์

         เฮ้ย คิมยองอุน นี่นายอยู่ที่ไหนเสียงคุณฮันยองหัวหน้าผมถามด้วยเสียงร้อนรน ผมจึงหันไปมองรอบๆ ใช่ ผมมาทำงานนี่นา เฮ้ย แล้วนี่มันกี่โมงแล้วเนี้ย

         ขอโทษครับหัวหน้า ผมกำลังรีบไปเดี๋ยวนี้แหละครับ กำลังจะขึ้นลิฟท์แล้วครับผม พูดจบผมก็รีบกดวางทันทีเพราะไม่อยากหูชาฟังหัวหน้าผมเทศน์เป็นภาษาเกาหลีปนจีนมันน่ากลัวจริงๆนะครับ

ตอนนี้ความรับผิดชอบเรื่องงานต้องมาก่อน เก็บเรื่องนายไว้ก่อนก็ได้ยังไงฉันจะไม่ยอมแพ้อีกแล้ว ยังไงก็ต้องหานายให้เจอลีทึก

            เมื่อผมก้าวเข้ามาในห้องประชุมขนาดใหญ่

          ผมก็ได้แต่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องรอ    

         “ คุณคิมยองอุนทางนี้คะผมเดินไปตามเสียงเรียกพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ ผมยังไม่กล้ามองหน้าใคร รู้สึกผิดจริงๆครับ

เอาละครับในเมื่อมากันครบแล้ว ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชเวซีวอนเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ และในวันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ท่านประธานบริษัทมาร่วมรับฟังการประชุมของพวกเราด้วยนะครับ ได้ยินดังนั้นผมก็อดใจเสียมากกว่าเดิมไม่ได้ แย่แล้วสิประธานบริษัทมาเองซะด้วย กลับไปมีหวังผมโดนสวดเป็นภาษาจีนแน่ๆครับ

 

ขอแนะนำคุณปาร์คจองซูครับผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง

 

ราวถูกมนต์สะกดอีกครั้ง ใบหน้าหวานซึ้ง ผมสีน้ำตาลอ่อนสลวย ลักยิ้มที่กดลงยามมอบรอยยิ้มหวานให้กับผม คนที่ผมตามหามาตลอดมาอยู่ตรงหน้าผมอีกแล้ว ผมกำลังฝันอยู่รึเปล่า ถ้าเป็นความฝันผมก็ไม่อยากตื่นขึ้นอีกเลย

 

            จนมีคนมาสะกิดผมจึงสะดุ้งรู้สึกตัว ผมไม่ได้ฝันแล้วคนตรงหน้าคือใครกันคุณคิมยองอุนคะ เอ่อเป็นอะไรรึเปล่าคะ เห็นคุณหน้าซีดๆ ไม่สบายรึเปล่าผู้หญิงที่นั่งข้างๆถามผมขึ้น

         เอ่อ ไม่เป็นอะไรครับผมตอบเธอไปอย่างไม่ได้ใส่ใจ ก็ในเมื่อตอนนี้สายตาผมกำลังจับจ้องอยู่กับคนตรงหน้าผม

ผมยอมรับว่าตอนนี้ผมไม่ได้ฟังงานตรงหน้าเลย อาจเพราะผมตั้งเทปอัดเสียงไว้แล้วก็ได้ รอบคอบครับ ไม่งั้นกลับไปหูชาแน่ๆ

 

           เหมือน เหมือนมากจริงๆแต่มีบางอย่างที่บอกผมว่าไม่ใช่ลีทึก ตอนนี้ผมกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ผมไม่รู้ตัวว่ามองเขานานแค่ไหน จนเขาหันมายิ้มให้ผม     ใช่แล้ว รอยยิ้มนี่ล่ะ นี่มันยิ้มการค้าชัดๆ ดวงตาคู่สวยไม่ได้ยิ้มตาม แววตาดูเจ้าเล่ห์ ลึกลับน่ากลัว ไม่ใช่แววตาเศร้าและอ่อนโยนที่ผมคุ้นเคย ใช่นายรึเปล่าหรือว่านายเปลี่ยนไป หรือว่าเป็นพี่น้องกัน หรือว่า……

         ในขณะที่ผมกำลังคิดไปต่างๆนานานั้น เสียงปรบมือปิดการประชุมก็ดึงผมออกจากภวังค์

        เป็นยังไงบ้างครับคุณคิมยองอุน โปรเจคเราเป็นยังไงบ้างครับพอจะดันให้ดังได้รึเปล่าคุณชเวซีวอนถามผมพร้อมรอยยิ้มบางๆ

          แน่นอนครับ พวกเราจะทำงานเต็มที่ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับ P.K jewery ครับผมตอบกลับไปอย่างมั่นใจ

       ผมก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกับคุณนะครับคุณคิมยองอุนเสียงที่ผมคุ้นเคย แต่ทำไมกันความรู้สึกมันช่างแตกต่างกัน ผมมองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจอยากจะกระชากคนตรงหน้ามาถามใจแทบขาด แต่ก็ทำไม่ได้ 

  นายอยู่ที่ไหนกันนะลีทึก ลีทึกคนที่ฉันรู้จักอยู่ที่ไหน……………. 

                                     +++++++++++++++++++++++++++++++++

To be con........

edit @ 22 Jan 2008 14:18:04 by ^-^ นุ่มนิ่มจัง^-^

edit @ 22 Jan 2008 14:18:30 by ^-^ นุ่มนิ่มจัง^-^

ก้าวข้าม.........kangTeuk fic

posted on 30 Nov 2007 14:42 by mee-teukieluv  in fiction

 

                                           The End............................

 

 

edit @ 30 Nov 2007 15:36:02 by ^-^ นุ่มนิ่มจัง^-^

edit @ 30 Nov 2007 15:37:47 by ^-^ นุ่มนิ่มจัง^-^

ใครบางคนจากบนฟ้า 3

posted on 24 Sep 2007 13:39 by mee-teukieluv  in fiction

หลังจากดองฟิคอยู่นาน จนตอนนี้ก็เค็มได้ที่แล้ว

วันนี้เอาฤกษ์เอาชัย มาอัพฟิคต่อซะที

อ่านแล้วแปลกๆก็อย่าถือ ช่วงนี้ทำงานเยอะจนมึน

นี่ก็พักงานซักแป๊บแว๊บมาเล่นเน๊ต

คิดถึง คังทึกงะ

...................................................................................................

ใครบางคนจากบนฟ้า 3

จากวันที่ผมเคยเดินอย่างโดดเดี่ยว

แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายผมกลับรู้สึกเหมือนอยู่เพียงลำพัง

แต่วันนี้ วันที่มีคนๆนี้เดินเข้ามาในชีวิต ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป

ในวันเวลาแค่สั้นๆแต่กลับรู้สึกเหมือนรู้จักกันมาแสนนาน

มันคือพรหมลิขิตใช่มั้ยครับ

ระหว่างทางกลับบ้าน ไม่มีการสนทนาใดๆระหว่างเรา

มีเพียงมือที่สัมผัสกันเท่านั้น

บนรถไฟฟ้าเค้านั่งพิงไหล่ผมแล้วหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน

ทั้งๆที่ไม่มีการพูดคุยใดๆแต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากมายที่สามารถเป็นหลักให้คนๆหนึ่งได้

แม้จะเป็นเพียงที่พักพิงยามเหนื่อยล้าก็ตาม

ทึก ลีทึก ถึงบ้านเราแล้ว

หลังจากลงจากรถไฟฟ้าผมตัดสินใจเรียกแท็กซี่เพื่อให้เค้าได้หลับสบายจนกว่าจะถึงบ้าน

ตั้งแต่ลงมาจากชิงช้าสวรรค์ เค้าก็ไม่ปริปากพูดกับผมแม้แต่คำเดียว

จนผมเริ่มรู้สึกกังวล ว่าเค้ารังเกียจผมรึป่าวกับการกระทำที่ผมแสดงออกไปนั้น

ทั้งที่เราเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่

นายเป็นอะไร ไม่สบายรึป่าว รึว่า

ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกเพลียๆเท่านั้นเอง

นายรังเกียจฉันใช่มั้ย เอ่อ ที่ฉันทำแบบนี้ คนตรงหน้าได้แต่ก้มหน้านิ่ง จนผมรู้สึกอึดอัดใจ

ถ้าอย่างนั้นฉันขอโทษ ต่อจากนี้ไปจะไม่ทำแบบนี้อีก ถ้าหากว่ามันทำให้นายลำบากใจ

ตอนนี้ผมรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเมื่อคนตรงหน้าได้แต่นิ่งเงียบไม่ยอมมองหน้า

และไม่ยอมคุยกับผม ผมไม่รู้จะทำยังไงดี

ฮึก อึก ผม ไม่ได้รังเกียจ ไม่เคยโกรธ และ ฮือ ไม่เคยคิดเกลียดคุณเลยสักครั้ง

ผมตกใจที่อยู่ๆคนตรงหน้าก็ร้องไห้ออกมา

แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่หลั่งไหลออกมาจากปากคนตรงหน้ามันทำให้หัวใจผมพองโต

แล้วผมก็ปล่อยให้เค้าพูดต่อไปด้วยความหวังที่ผมเคยคิดว่ามันไม่มีทางเป็นจริงได้

ผมดีใจ อึก แต่ก็กลัว ว่าความรู้สึกที่ ผมมีต่อคุณ

มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่คุณมี ฮือ อึก ต่อผมมั้ย

หลังจากที่ผมได้ฟังก็เข้าใจเหตุผล

ว่าทำไม คนตรงหน้าผมถึงไม่ยอมพูดกับผม

ทั้งๆที่ตอนนี้ผมมั่นใจว่าเรามีความรู้สึกเดียวกัน

แล้วความรู้สึกที่นายว่ามันคืออะไร นายบอกฉันได้มั้ย ถ้าไม่บอกแล้วฉันจะรู้ได้ไงว่าความรู้สึกที่ฉันมีมันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับนาย ผมอมยิ้มเมื่อคิดว่าคนตรงหน้าผม ช่างน่ารักน่าแกล้งจริงๆ

คุณแกล้งผมหนิผมแกล้งทำหน้าตาย เมื่อคนตรงหน้าเลิกร้องไห้และทำหน้างอ

เฮ้อ คนอะไรเอาแต่ใจจริงๆ

นายอยากรู้มั้ยละว่าฉันมีความรู้สึกเดียวกันกับนายรึป่าว

คนตรงหน้าผมได้แต่พยักหน้าช้า

พร้อมกับหน้าแดงไปถึงหู ทำไมนายถึงน่ารักได้ขนาดนี้นะ

หอมแก้มฉันทีนึง แล้วจะบอก

พูดจบคนตรงหน้าผม หน้าแดงกว่าเดิมอีกครับเหมือนจะระเบิดออกมาแล้ว

นี่สิยิ่งน่าแกล้ง

ไม่งั้นฉันจะไปนอนแล้วนะผมทำท่าจะเดินกลับไปที่ห้อง

แต่ก็ถูกฉุดจากคนร่างบางกว่า

แล้วโน้มคอผมลงมาจุ๊บแก้มผมเบาๆ

อ๊า ไม่ทันตั้งตัวเอาใหม่ เอาใหม่

ผมทำโวยวายเป็นการใหญ่เหมือนถูกขโมยหอมแก้มทั้งๆที่ในใจกำลังพองโตเต็มที่

ทำให้คนร่างบางกว่าหน้างอ แล้วหันหลังจะเดินหนีผม ผมต้องรีบคว้าตัวมากอดไว้

อะไรกันแค่นี้ทำเป็นงอนเป็นผู้หญิงอีกละ ผมพลิกตัวคนในอ้อมกอดให้หันหน้ามาให้หันมาเผชิญหน้ากับผม พร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยของคนตรงหน้า

ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม ถึงรู้สึกแบบนี้

ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่นายจะมานอนแอ่งแม้งอยู่หน้าบ้านฉัน

ฉันไม่เคยไว้ใจใคร ไม่เคยเป็นห่วงใคร ไม่เคยต้องมานั่งปวดหัวกับใคร

ไม่เคยต้องวิ่งตามหาใครเหมือนคนบ้า เมื่อคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าคนๆนั้นอีก ฉันก็แทบบ้า

ทั้งๆที่ไม่อยากจะยอมรับว่าเจ้าตัวยุ่งจะมาทำให้หัวใจที่เคยปิดตายได้เปิดออก

เพื่อรับแสงตะวันอีกครั้ง

นายรู้มั้ย ว่านายคือแสงตะวันของฉัน

แสงตะวันที่ส่องนำทางและให้ความอบอุ่นแก่หัวใจที่มืดมนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ผมดึงคนตรงหน้ามากอดไว้แน่น

ความรู้สึกที่ผมมีมันกำลังพรั่งพรูออกมาเพื่อให้คนตรงหน้าได้รับรู้

ผมก้มลงกระซิบข้างหูคนในอ้อมกอดเพื่อกระซิบบอกคำที่อยู่ในหัวใจของผม

ลีทึก ฉันรักนาย

ไม่มีคำพูดใดๆจากคนในอ้อมกอดผม

มีเพียงเสียงสะอื้นและเสียงหัวใจของเราสองคนเท่านั้นที่ผมได้ยิน

ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน

จนคนในอ้อมกอดผมเงียบไปและเงยหน้ามองผม

ผมใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตาให้คนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา

ขอให้นายรู้ไว้

ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงฉันก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างนาย

จะคอยปกป้องนาย จะไม่วันทิ้งนาย

ขอเป็นไหล่ฉันได้มั้ยที่จะเป็นที่ที่นายได้พักพิงในวันที่นายอ่อนล้า ท้อแท้

ขอเป็นอกฉันได้มั้ยที่จะเป็นที่ที่นายได้ร้องไห้ ได้ระบายความเศร้าเสียใจ

และขอเป็นมือคู่นี้ได้มั้ยที่จะคอยเช็ดน้ำตาให้นาย ตลอดไป

ริมฝีปากผมที่ทาบทับอย่างแผ่วเบาบนริมฝีปากบางนั้นเพื่อเป็นคำสัญญาและ

ยืนยันความรู้สึกของผมผ่านทางจุมพิตที่อ่อนโยนนี้เนิ่นนาน

แสงแดดยามเช้าที่ปลุกให้ผมตื่นขึ้นมา

ผมควานหาคนที่นอนข้างๆผมเมื่อคืน

ค่ำคืนที่ผมมีความสุขเกินจะหลับได้ เมื่อคิดว่าจะมีคนที่ตื่นมารับเช้าเดียวกันอย่างนี้ทุกวัน

ไม่อยู่ สงสัยจะตื่นแล้ว ผมเดินไปดูในห้องน้ำเมื่อคิดว่าคงอาบน้ำอยู่

ก็ไม่มี สงสัย ทำอาหารเช้าอยู่ ผมจึงรีบอาบน้ำแต่งตัว

เดินไปดูที่ห้องครัว เอ ไม่อยู่หายไปไหนของเค้าแต่เช้านะ

ออกไปซื้อของรึป่าว คิดได้ดังนั้น ผมก็ชงกาแฟ นั่งจิบกาแฟ ดูทีวีรอ

จิบกาแฟจนหมดถ้วย ก็ยังไม่มา ทำไมไปนานนักนะ

ผมเริ่มเป็นห่วง จนคิดมากไปต่างๆนานา

รึว่างหลงทางอีกแล้ว ไม่น่านะเพราะร้านค้าอยู่ปากซอยเอง

รึว่าเกิดอุบัติเหตุ คิดได้ดังนั้นผมก็รีบออกไปตามหาที่ร้านค้า

ถามคนขายของก็บอกว่าไม่เห็น ไม่มีใครเห็นเลย

ผมเริ่มใจคอไม่ดีแล้ว นายไปไหนนะลีทึก อย่าหายไปอย่างนี้ได้มั้ย

ผมเดินคอตกกลับบ้าน เมื่อคิดว่าเจ้าตัวยุ่งคงออกไปทำธุระ

เดี๋ยวก็กลับ แล้วมาโวยวายว่าตามหาทำไม ไม่ใช่เด็กแล้ว

จากนาที เป็นชั่วโมง จากชั่วโมง จนผ่านไปครึ่งวัน

ผมเริ่มนั่งไม่ติดแล้วครับ เป็นห่วงแล้วก็โกรธมาก กลับมาจะลงโทษให้เข็ด

ติดต่อก็ไม่ได้ จริงๆแล้วผมก็อยากเขกหัวตัวเองจริงๆที่ไม่ซื้อโทรศัพท์ไว้ให้พกติดตัว

ผมรอ รอ แล้วก็รอ

รู้สึกเพียงว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานจนผมเริ่มกลัว

กลัวการสูญเสีย ครั้งนึงที่ผมเคยสูญเสียมันทำให้ผมกลัว กลัวที่จะมีใครอีกก็เพราะผมไม่อยากพบกับคำว่าสูญเสียอีก

ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าหากสูญเสียลีทึกแล้วผมจะอยู่ได้ยังไง

นายไม่ได้หนีฉันไปใช่มั้ย กลับมาบอกฉันทีว่าเรื่องเมื่อคืนมันไม่ใช่ความฝัน

ผมตัดสินใจ กลับเข้าห้องนอน อยากเอนกายลงนอน

และหวังว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งลีทึกก็จะนอนอยู่ข้างผมไม่ได้ไปไหน

ขณะที่ผมกำลังจะเอนลงนอน ผมก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ วางบนโต๊ะหัวเตียง

ผมหยิบมาอ่าน ด้วยใจที่ไม่สู้ดีนัก

มันหมดเวลาของผมแล้ว เวลาที่ผมจะสามารถอยู่เคียงข้างคุณได้

เวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันแม้มันจะแค่สั้นๆแต่เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต

เราสามารถเลือกที่จะรักได้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถเลือกที่จะอยู่กับคนที่เรารักได้

อยากเห็นคุณมีความสุข

ลีทึก ของ ยองอุน

ราวกับว่ามีใครเอาไม้ฟาดที่หัวผมอย่างแรง

ผมรู้สึกหนักอึ้ง ทำไม ทำไมนายต้องไป

ผมไม่อาจจะกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไปแล้ว

เราเข้าใจกันแล้วไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกที่เรามีมันเป็นความรู้สึกเดียวกันไม่ใช่เหรอ

รึว่าฉันเข้าใจไปเองฝ่ายเดียว

...................................................................................................................

ขอจบตอนนี้ไว้ฉะนี้แล